เรณู ยาวิราช
ตำแหน่งครู คศ. 2 วิทยฐานะ ชำนาญการ
โรงเรียนสองแคววิทยาคม
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่เขต 4
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ
วันจันทร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2552
ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2545 – 2549) ซึ่งกำหนดจุดเน้นในการพัฒนาคนให้มีคุณภาพในทุกมิติ โดยให้คนทุกคนได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพที่เอื้อต่อการพัฒนาคนให้มีศักยภาพและความสามารถ ตลอดจนคุณลักษณะต่าง ๆ ของคนที่จะเรียนรู้ และสามารถที่จะพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ที่เรียกกันว่า การศึกษาตลอดชีวิต ตั้งแต่เกิดจนถึงตาย การศึกษาทำให้คนมีความรู้ ความสามารถที่จะปรับตัว รู้จักการดำรงชีวิตอยู่ได้ในสังคมอย่างมีความสุขและประกอบอาชีพให้มีความสุข ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลก และในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ โดยตรงตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2545 – 2549) ซึ่งยึดหลักปรัชญาว่า “คนเป็นศูนย์กลางแห่งการพัฒนา” เพื่อเสริมสร้าง ค่านิยมที่เป็นแก่นและแนวทางในการดำเนินชีวิตของคนไทยให้พัฒนาก้าวสู่สังคม แห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้ โดยมีเป้าหมายของการจัดการศึกษาและเป้าหมายของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวคือ จัดการศึกษาเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม จริยธรรม และนวัตกรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2545, หน้า 13 – 17)
สถานศึกษาจึงเป็นองค์กรสำคัญในการจัดการเรียนการสอนตามแนวการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และฉบับที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 นอกจากนั้นยังต้องมีหน้าที่ดำเนินการจัดการศึกษาให้มี ความสอดคล้องต่อมาตรฐานการศึกษาแห่งชาติ ของสถานบันส่งเสริมการประเมินคุณภาพการศึกษา และมาตรฐานการศึกษาแห่งชาติของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ตลอดจนให้มี ความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ และเป้าหมายการจัดการศึกษาของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต 4 ที่ได้กำหนดกรอบในการประเมินคุณภาพการศึกษา เพื่อให้สถานศึกษาหรือโรงเรียนได้ใช้เป็นแนวทางในการรับการประเมิน เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐาน และพัฒนาผู้เรียน ได้แก่มาตรฐานที่ 22 ครูมีความสามารถในการจัดการเรียนการสอนอย่าง มีประสิทธิภาพและเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ และครูต้องมีความสามารถในการวิเคราะห์หลักสูตร และจัดทำแผนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ รวมทั้งครูสามารถประเมินผลการเรียนการสอนตามสภาพจริง และพัฒนาผู้เรียน และมาตรฐานที่ 23 ครูมีความสามารถในการแสวงหาความรู้ คิด วิเคราะห์ และสร้างองค์ความรู้ของตนเอง เพื่อพัฒนาการเรียนการสอน ซึ่งครูควรมีนิสัยรักการแสวงหาความรู้ และข่าวสารข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ เพื่อนำมาพัฒนาการเรียนการสอน นอกจากนั้นหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2544, หน้า 27) ยังมุ่งเน้นให้ผู้สอนสามารถจัดทำและพัฒนาสื่อการเรียนรู้ขึ้นเอง หรือนำสื่อต่าง ๆ ที่มีอยู่รอบตัวและในระบบสารสนเทศ มาใช้ในการเรียนรู้ โดยสื่อการเรียนรู้ขึ้นเอง หรือนำสื่อต่าง ๆ ที่มีอยู่รอบตัวและในระบบสารสนเทศมาใช้ในการเรียนรู้ โดยสื่อการเรียนรู้ที่จะนำมาใช้ในการจัดการเรียนรู้ ควรมีความหลากหลาย ทั้งสื่อธรรมชาติ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อเทคโนโลยี และสื่ออื่น ๆ นอกจากนั้น ประเวศ วะสี (2542, 16) กล่าวไว้ว่า การสอนที่ดี ย่อมส่งเสริมให้การเรียนรู้ของผู้เรียนประสบผลสำเร็จตามความมุ่งหมายของหลักสูตร การสอนที่ดีย่อมส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม มีความรู้ความเข้าใจทักษะเจตคติที่ดี ซึ่งการสอนและการเรียนรู้เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นจาก การร่วมกันระหว่างครูผู้สอน กับนักเรียนดำเนินกิจกรรมการเรียนการสอนไปพร้อม ๆ กันกับกระบวนการจัดการเรียนการสอนจึงจะสำเร็จลงได้ และสำลี รักสุทธิ (2544, หน้า 15) ได้กล่าวไว้ว่า บทบาทของครูผู้สอนในการจัดการเรียนการสอน ครูผู้สอนจะต้องจัดการเตรียมการสอน กำหนดการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน และกำหนดกรอบในการวัดผลประเมินผล โดยเน้นให้มีการวัดผลตามสภาพจริง ตามวัตถุประสงค์ของหลักสูตร การวัดผล ประเมินผลเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จะต้องมีการวัดผล ประเมินผลด้านทักษะ ด้านกระบวนการ และเนื้อหาสาระ โดยให้มีการวัดผล ประเมินผลตามสภาพจริงตามสาระการเรียนรู้ (ชัยฤทธิ์ ศิลาเดช, 2539, หน้า 24)
การประเมินผลจากสภาพจริง เป็นการประเมินผลที่กำหนดให้นักเรียนได้แสดงถึง กระบวนการ และผลงาน หรือความสามารถที่จำเป็นซึ่งสอดคล้องกับชีวิตจริงมากที่สุด ดังนั้นเครื่องมือที่ใช้ในการวัดผลและประเมินผลการศึกษา จึงอยู่ในรูปแบบต่าง ๆ กัน เช่น แบบทดสอบ การสังเกต การให้ปฏิบัติ ฯลฯ ในการประเมินผลวิชาทักษะต่าง ๆ เช่น ทักษะในการพูด การเล่นกีฬา การเล่นดนตรี ฯลฯ วิธีที่จะประเมินความสามารถของทักษะเหล่านี้ที่เหมาะสมที่สุด คือ การประเมินผลภาคปฏิบัติ การประเมินผลภาคปฏิบัติบางลักษณะเป็นการประเมินผลจากสภาพจริง แต่การประเมินผลจากสภาพจริงทุกแบบจะครอบคลุมการประเมินผลภาคปฎิบัติ (สมนึก ภัททิยธนี, 2544, หน้า 47 – 48)
การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนรายวิชาช่างเย็บปักถักร้อย ซึ่งเป็นวิชาที่นักเรียนต้องลงมือปฏิบัติเป็นส่วนมาก ผู้สอนจึงต้องคอยอำนวยความสะดวกแก่ผู้เรียนในการปฏิบัติกิจกรรม นอกจากนั้นยังต้องคอยเป็นผู้ให้คำชี้แนะ ให้คำปรึกษากับนักเรียนตลอดเวลา ซึ่งผู้เรียนแต่ละคนที่ลงเรียนในวิชานี้มีความแตกต่างกันไป ด้วยบางคนลงเรียนด้วยความถนัด และสนใจ บางคนมาเรียนด้วยความสนใจแต่ไม่ถนัด จึงทำให้เกิดปัญหาขณะสอนคือ นักเรียนที่มีความถนัดอยู่แล้วการปฏิบัติงานก็จะรวดเร็วกว่านักเรียนที่ไม่มีความถนัด จึงต้องรอนักเรียนที่ไม่มีความถนัด ทำให้การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนมีนักเรียนอยู่สองกลุ่มเมื่อผู้สอน ให้คำปรึกษากับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อีกกลุ่มหนึ่งก็ต้องการคำปรึกษา หรือข้อชี้แนะ ซึ่งทั้งสองกลุ่มปฏิบัติงานได้ไม่เท่ากัน การที่ผู้สอนจะให้คำปรึกษาหรือชี้แนะพร้อม ๆ กันไม่ได้ ปัญหาดังกล่าวทำให้ผู้สอนคิดแก้ปัญหาด้วยการสร้างคู่มือการปักและเย็บด้วยมือ มาช่วยในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อให้นักเรียนสามารถศึกษาและปฏิบัติกิจกรรมได้โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ครูผู้สอนชี้แนะ เมื่อนักเรียนทำงานเสร็จสิ้น ผู้สอนยังสามารถประเมินการปฏิบัติงานของผู้เรียนได้โดยการประเมินผลงานภาคปฏิบัติ หรือประเมินผลงานตามสภาพจริง
สถานศึกษาจึงเป็นองค์กรสำคัญในการจัดการเรียนการสอนตามแนวการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และฉบับที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 นอกจากนั้นยังต้องมีหน้าที่ดำเนินการจัดการศึกษาให้มี ความสอดคล้องต่อมาตรฐานการศึกษาแห่งชาติ ของสถานบันส่งเสริมการประเมินคุณภาพการศึกษา และมาตรฐานการศึกษาแห่งชาติของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ตลอดจนให้มี ความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ และเป้าหมายการจัดการศึกษาของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต 4 ที่ได้กำหนดกรอบในการประเมินคุณภาพการศึกษา เพื่อให้สถานศึกษาหรือโรงเรียนได้ใช้เป็นแนวทางในการรับการประเมิน เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐาน และพัฒนาผู้เรียน ได้แก่มาตรฐานที่ 22 ครูมีความสามารถในการจัดการเรียนการสอนอย่าง มีประสิทธิภาพและเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ และครูต้องมีความสามารถในการวิเคราะห์หลักสูตร และจัดทำแผนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ รวมทั้งครูสามารถประเมินผลการเรียนการสอนตามสภาพจริง และพัฒนาผู้เรียน และมาตรฐานที่ 23 ครูมีความสามารถในการแสวงหาความรู้ คิด วิเคราะห์ และสร้างองค์ความรู้ของตนเอง เพื่อพัฒนาการเรียนการสอน ซึ่งครูควรมีนิสัยรักการแสวงหาความรู้ และข่าวสารข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ เพื่อนำมาพัฒนาการเรียนการสอน นอกจากนั้นหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2544, หน้า 27) ยังมุ่งเน้นให้ผู้สอนสามารถจัดทำและพัฒนาสื่อการเรียนรู้ขึ้นเอง หรือนำสื่อต่าง ๆ ที่มีอยู่รอบตัวและในระบบสารสนเทศ มาใช้ในการเรียนรู้ โดยสื่อการเรียนรู้ขึ้นเอง หรือนำสื่อต่าง ๆ ที่มีอยู่รอบตัวและในระบบสารสนเทศมาใช้ในการเรียนรู้ โดยสื่อการเรียนรู้ที่จะนำมาใช้ในการจัดการเรียนรู้ ควรมีความหลากหลาย ทั้งสื่อธรรมชาติ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อเทคโนโลยี และสื่ออื่น ๆ นอกจากนั้น ประเวศ วะสี (2542, 16) กล่าวไว้ว่า การสอนที่ดี ย่อมส่งเสริมให้การเรียนรู้ของผู้เรียนประสบผลสำเร็จตามความมุ่งหมายของหลักสูตร การสอนที่ดีย่อมส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม มีความรู้ความเข้าใจทักษะเจตคติที่ดี ซึ่งการสอนและการเรียนรู้เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นจาก การร่วมกันระหว่างครูผู้สอน กับนักเรียนดำเนินกิจกรรมการเรียนการสอนไปพร้อม ๆ กันกับกระบวนการจัดการเรียนการสอนจึงจะสำเร็จลงได้ และสำลี รักสุทธิ (2544, หน้า 15) ได้กล่าวไว้ว่า บทบาทของครูผู้สอนในการจัดการเรียนการสอน ครูผู้สอนจะต้องจัดการเตรียมการสอน กำหนดการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน และกำหนดกรอบในการวัดผลประเมินผล โดยเน้นให้มีการวัดผลตามสภาพจริง ตามวัตถุประสงค์ของหลักสูตร การวัดผล ประเมินผลเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จะต้องมีการวัดผล ประเมินผลด้านทักษะ ด้านกระบวนการ และเนื้อหาสาระ โดยให้มีการวัดผล ประเมินผลตามสภาพจริงตามสาระการเรียนรู้ (ชัยฤทธิ์ ศิลาเดช, 2539, หน้า 24)
การประเมินผลจากสภาพจริง เป็นการประเมินผลที่กำหนดให้นักเรียนได้แสดงถึง กระบวนการ และผลงาน หรือความสามารถที่จำเป็นซึ่งสอดคล้องกับชีวิตจริงมากที่สุด ดังนั้นเครื่องมือที่ใช้ในการวัดผลและประเมินผลการศึกษา จึงอยู่ในรูปแบบต่าง ๆ กัน เช่น แบบทดสอบ การสังเกต การให้ปฏิบัติ ฯลฯ ในการประเมินผลวิชาทักษะต่าง ๆ เช่น ทักษะในการพูด การเล่นกีฬา การเล่นดนตรี ฯลฯ วิธีที่จะประเมินความสามารถของทักษะเหล่านี้ที่เหมาะสมที่สุด คือ การประเมินผลภาคปฏิบัติ การประเมินผลภาคปฏิบัติบางลักษณะเป็นการประเมินผลจากสภาพจริง แต่การประเมินผลจากสภาพจริงทุกแบบจะครอบคลุมการประเมินผลภาคปฎิบัติ (สมนึก ภัททิยธนี, 2544, หน้า 47 – 48)
การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนรายวิชาช่างเย็บปักถักร้อย ซึ่งเป็นวิชาที่นักเรียนต้องลงมือปฏิบัติเป็นส่วนมาก ผู้สอนจึงต้องคอยอำนวยความสะดวกแก่ผู้เรียนในการปฏิบัติกิจกรรม นอกจากนั้นยังต้องคอยเป็นผู้ให้คำชี้แนะ ให้คำปรึกษากับนักเรียนตลอดเวลา ซึ่งผู้เรียนแต่ละคนที่ลงเรียนในวิชานี้มีความแตกต่างกันไป ด้วยบางคนลงเรียนด้วยความถนัด และสนใจ บางคนมาเรียนด้วยความสนใจแต่ไม่ถนัด จึงทำให้เกิดปัญหาขณะสอนคือ นักเรียนที่มีความถนัดอยู่แล้วการปฏิบัติงานก็จะรวดเร็วกว่านักเรียนที่ไม่มีความถนัด จึงต้องรอนักเรียนที่ไม่มีความถนัด ทำให้การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนมีนักเรียนอยู่สองกลุ่มเมื่อผู้สอน ให้คำปรึกษากับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อีกกลุ่มหนึ่งก็ต้องการคำปรึกษา หรือข้อชี้แนะ ซึ่งทั้งสองกลุ่มปฏิบัติงานได้ไม่เท่ากัน การที่ผู้สอนจะให้คำปรึกษาหรือชี้แนะพร้อม ๆ กันไม่ได้ ปัญหาดังกล่าวทำให้ผู้สอนคิดแก้ปัญหาด้วยการสร้างคู่มือการปักและเย็บด้วยมือ มาช่วยในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อให้นักเรียนสามารถศึกษาและปฏิบัติกิจกรรมได้โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ครูผู้สอนชี้แนะ เมื่อนักเรียนทำงานเสร็จสิ้น ผู้สอนยังสามารถประเมินการปฏิบัติงานของผู้เรียนได้โดยการประเมินผลงานภาคปฏิบัติ หรือประเมินผลงานตามสภาพจริง
วัตถุประสงค์
1. เพื่อสร้างคู่มือการปักและเย็บด้วยมือ สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 2
2. เพื่อศึกษาผลการใช้คู่มือการปักและเย็บด้วยมือ สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 2
2. เพื่อศึกษาผลการใช้คู่มือการปักและเย็บด้วยมือ สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 2
ขอบเขตในการจัดทำคู่มือ
คู่มือการปักและเย็บด้วยมือ สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 2 จัดทำขึ้นเพื่อใช้กับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ในรายวิชาช่างเย็บปักถักร้อย ในหน่วยการเรียนรู้การปักและเย็บด้วยมือ ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 2
กลุ่มตัวอย่าง
ในการศึกษาครั้งนี้ผู้ศึกษาใช้กลุ่มตัวอย่าง คือ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้ศึกษาใช้กลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เลือกเรียนวิชางานเย็บปักถักร้อย (ง30234) จำนวน 13 คน
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา
1. คู่มือการปักและการเย็บด้วยมือ แบ่งออกเป็น 3 ส่วน
ส่วนที่ 1 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการปักและเย็บด้วยมือ
ส่วนที่ 2 ตะเข็บตกแต่ง
ส่วนที่ 3 ขั้นตอนการเย็บหมอน ขนาด 14 x 14 นิ้ว ด้วยมือ
2. แบบทดสอบความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการปักและการเย็บด้วยมือ
แบบทดสอบความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการปักและเย็บด้วยมือ ที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นแบบอัตนัย จำนวน 3 ข้อ
3. แบบประเมินการปฏิบัติกิจกรรม
แบบประเมินการปฏิบัติกิจกรรม เป็นแบบประเมินค่า ซึ่งใช้ประเมินการปฏิบัติกิจกรรม ของนักเรียนตามแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ การปักและเย็บด้วยมือ จำนวน 8 แผนซึ่งใช้แบบประเมินดังนี้
3.1 แบบประเมินพฤติกรรมการทำงานกลุ่มเป็นแบบประเมินค่า 3 ระดับ
3.2 แบบประเมินการนำเสนองาน เป็นแบบประเมินค่า 4 ระดับ
3.3 แบบประเมินการทดสอบ เป็นแบบประเมินค่า 4 ระดับ
3.4 แบบประเมินชิ้นงาน เป็นแบบประเมินค่า 4 ระดับ
3.5 แบบประเมินการเตรียมทำชิ้นงานใหม่ เป็นแบบประเมินค่า 4 ระดับ
3.6 แบบประเมินคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เป็นแบบประเมินค่า 3 ระดับ
ส่วนที่ 1 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการปักและเย็บด้วยมือ
ส่วนที่ 2 ตะเข็บตกแต่ง
ส่วนที่ 3 ขั้นตอนการเย็บหมอน ขนาด 14 x 14 นิ้ว ด้วยมือ
2. แบบทดสอบความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการปักและการเย็บด้วยมือ
แบบทดสอบความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการปักและเย็บด้วยมือ ที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นแบบอัตนัย จำนวน 3 ข้อ
3. แบบประเมินการปฏิบัติกิจกรรม
แบบประเมินการปฏิบัติกิจกรรม เป็นแบบประเมินค่า ซึ่งใช้ประเมินการปฏิบัติกิจกรรม ของนักเรียนตามแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ การปักและเย็บด้วยมือ จำนวน 8 แผนซึ่งใช้แบบประเมินดังนี้
3.1 แบบประเมินพฤติกรรมการทำงานกลุ่มเป็นแบบประเมินค่า 3 ระดับ
3.2 แบบประเมินการนำเสนองาน เป็นแบบประเมินค่า 4 ระดับ
3.3 แบบประเมินการทดสอบ เป็นแบบประเมินค่า 4 ระดับ
3.4 แบบประเมินชิ้นงาน เป็นแบบประเมินค่า 4 ระดับ
3.5 แบบประเมินการเตรียมทำชิ้นงานใหม่ เป็นแบบประเมินค่า 4 ระดับ
3.6 แบบประเมินคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เป็นแบบประเมินค่า 3 ระดับ
สรุปผลการศึกษา
1. ผลการสร้างคู่มือการปักและเย็บด้วยมือ เมื่อนำไปหาความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา โดยให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 ท่านเป็นผู้พิจารณาความสอดคล้องของคู่มือการปักและเย็บด้วยมือที่สร้างขึ้น กับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2546 มาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี คำอธิบายรายวิชา และผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง พบว่า ผู้เชี่ยวชาญทั้ง 5 ท่าน มีความเห็นสอดคล้องกันโดยมีค่าดัชนีความสอดคล้อง ตั้งแต่ 0.8 – 1.00 นอกจากนี้ยังได้ให้คำแนะนำในการปรับปรุงภาษาที่ใช้ในการอธิบายขั้นตอนในการเย็บตะเข็บบางขั้นตอนให้กระชับและเข้าใจง่ายยิ่งขึ้น ส่วนภาพที่ใช้ประกอบคำอธิบายผู้เชี่ยวชาญแนะนำ ให้ขยายภาพให้ใหญ่ขึ้น เพื่อให้มองเห็นตะเข็บได้ชัดเจน
2. ผลการนำคู่มือการปักและเย็บด้วยมือมาใช้ร่วมกับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนรายวิชางานเย็บปักถักร้อย หน่วย การเรียนรู้การปักและเย็บด้วยมือ จำนวน 8 แผน และประเมิน การปฏิบัติกิจกรรมของนักเรียนโดยใช้แบบประเมินการปฏิบัติกิจกรรมจำนวน 6 ฉบับ ดังนี้
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 ใช้แบบประเมิน 4 ฉบับ รวมคะแนนเต็ม 80 คะแนน
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 ใช้แบบประเมิน 3 ฉบับ รวมคะแนนเต็ม 36 คะแนน
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 ใช้แบบประเมิน 3 ฉบับ รวมคะแนนเต็ม 48 คะแนน
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 ใช้แบบประเมิน 3 ฉบับ รวมคะแนนเต็ม 36 คะแนน
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 ใช้แบบประเมิน 3 ฉบับ รวมคะแนนเต็ม 36 คะแนน
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 6 ใช้แบบประเมิน 3 ฉบับ รวมคะแนนเต็ม 36 คะแนน
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 7 ใช้แบบประเมิน 4 ฉบับ รวมคะแนนเต็ม 48 คะแนน
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 8 ใช้แบบประเมิน 3 ฉบับ รวมคะแนนเต็ม 36 คะแนน
เมื่อเก็บรวบรวมคะแนนในแต่ละแผนแล้วนำมาคำนวณหาประสิทธิภาพของแผน พบว่า ประสิทธิภาพของแผนระหว่างการใช้คู่มือการปักและเย็บด้วยมือ (E1) มีค่าเท่ากับ 81.08 และประสิทธิภาพของแผนหลังการใช้คู่มือการปักและเย็บด้วยมือ (E2) มีค่าเท่ากับ 83.33 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้
2. ผลการนำคู่มือการปักและเย็บด้วยมือมาใช้ร่วมกับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนรายวิชางานเย็บปักถักร้อย หน่วย การเรียนรู้การปักและเย็บด้วยมือ จำนวน 8 แผน และประเมิน การปฏิบัติกิจกรรมของนักเรียนโดยใช้แบบประเมินการปฏิบัติกิจกรรมจำนวน 6 ฉบับ ดังนี้
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 ใช้แบบประเมิน 4 ฉบับ รวมคะแนนเต็ม 80 คะแนน
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 ใช้แบบประเมิน 3 ฉบับ รวมคะแนนเต็ม 36 คะแนน
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 ใช้แบบประเมิน 3 ฉบับ รวมคะแนนเต็ม 48 คะแนน
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 ใช้แบบประเมิน 3 ฉบับ รวมคะแนนเต็ม 36 คะแนน
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 ใช้แบบประเมิน 3 ฉบับ รวมคะแนนเต็ม 36 คะแนน
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 6 ใช้แบบประเมิน 3 ฉบับ รวมคะแนนเต็ม 36 คะแนน
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 7 ใช้แบบประเมิน 4 ฉบับ รวมคะแนนเต็ม 48 คะแนน
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 8 ใช้แบบประเมิน 3 ฉบับ รวมคะแนนเต็ม 36 คะแนน
เมื่อเก็บรวบรวมคะแนนในแต่ละแผนแล้วนำมาคำนวณหาประสิทธิภาพของแผน พบว่า ประสิทธิภาพของแผนระหว่างการใช้คู่มือการปักและเย็บด้วยมือ (E1) มีค่าเท่ากับ 81.08 และประสิทธิภาพของแผนหลังการใช้คู่มือการปักและเย็บด้วยมือ (E2) มีค่าเท่ากับ 83.33 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)